วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ประวัติพระชัยบารมี ตอนที่ 31 "บารมีธรรมชุบชีวิต"



ขอนำเรื่องของ"พระชัยบารมี" เสนอให้ท่านได้อ่าน เป็นเรื่องจริง ที่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากท่านอาจารย์เขียว บารมีครับ

เมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์เขียว ดำรงตำแหน่งเป็นสารวัตรหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลเวียงคุก  อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ในช่วงนั้นประมาณกลางปีปลาย 2541 พลตำรวจโท ดิเรก สงคศิริ ท่านเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ขอนแก่น (ผบช.ภ.4) ก่อนท่านเกษียณ ท่านได้เดินทางไปประชุมข้าราชการตำรวจภูธรชั้นสัญญาบัตร ที่หอประชุมศาลากลางจังหวัดหนองคาย ในขณะที่กำลังประชุมอยู่นั้นท่านมีอาการตัวอ่อน พูดเสียงเบาลง หายใจอ่อนระทวย แล้วมีลักษณะคล้ายจะเป็นลม ท่านได้รวบรวมกำลัง แล้วตะโกนขึ้นว่า "เขียว...เขียวช่วยด้วย" ท่านอาจารย์ เขียว ก็รีบวิ่งไปหาท่านฯ ในขณะนั้นท่านอาจารย์เขียว มียศพันตำรวจโทและด้วยถือใจซื่อ มีความเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่ จึงได้กล่าวคำขออนุญาต เพื่อจับศีรษะ ท่านฯพยักหน้า ด้วยความผูกพันเลือดนักรบ ตชด. ท่านฯไม่รู้จะเรียกใครเลย เรียกชื่อ ท่านอาจารย์เขียวได้คนเดียว ส่วนข้าราชการตำรวจสัญญาบัตรทุกนาย รวมทั้งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ตกตะลึงกัน ท่านอาจารย์เขียวรีบวิ่งเข้าไปยืนด้านหลังเก้าอี้ท่านฯแล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างวางบนศีรษะของท่านผบช.ภ.4 แล้วท่านอาจารย์เขียว ได้ท่องคำว่า"พระชัยบารมี" โดยบอกให้ท่านผบช.ภ. 4 ท่องด้วย ส่วนท่านอาจารย์เขียว ออกเสียงดังลั่นห้องและถี่ขึ้น ด้วยคำว่า "พระชัยบารมี" ข้าราชการตำรวจสัญญาบัตร ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ จังหวัดหนองคาย ตกตะลึงงันกันไปหมด เมื่อได้สติก็เตรียมหารถพยาบาล ท่านอาจารย์เขียว ภาวนาออกเสียงนาน แต่คงจะไม่ถึง 11นาที ปรากฏว่า ท่านผยช.ภ.4 ดิเรกฯมีเหงื่อซึมออกมา แล้วท่านบอกว่าหายใจสะดวก และหายแล้ว ได้กล่าวขอบใจท่านอาจารย์เขียวในที่ประชุมว่า “อาการท่านหมดแรงจะหยุดหายใจเพราะมีโรคประจำตัว...” และกล่าวต่อว่า “...เขียว บารมี เป็นนักรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับผม เมื่อครั้งเป็นตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.)อยู่ที่กันทรลักษณ์ ใครจะมองอย่างโร ผมไม่ว่า แต่ผมเชื่อมั่นว่าเขียวมันช่วยชีวิตผมได้ก็แล้วกัน...”

หลังจากนั้นมา ท่านพล.ต.ต.นภา ปาณิกบุตร ผบก.ภ.จว.หนองคายก็เอาเรื่องนี้ไปเล่าเป็นเรื่องตลกในระดับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงว่า "เกิดมาเพิ่งเห็นนี่แหละโว้ย ที่คนแต่งเครื่องแบบยศพันตำรวจโทจับหัวคนแต่งเครื่องแบบยศ พล.ต.ท. แปลกแต่จริงโว้ย นึกว่าจะมีแต่นิทานที่ว่า"หนูช่วยราชสีห์" นิทานอีสป หนูกับราชสีห์ แต่นี่มันเป็นเรื่องจริงเห็นกับตา...” ท่านพล.ต.ต.นภาฯ ไปที่ไหน ท่านก็จะเอาไปเล่าเกือบทุกที่ เท่ากับท่านได้ประชาสัมพันธ์ ให้ชื่อพ.ต.ท.เขียว บารมี เป็นที่รู้จักกันไปทั่ว

ขอจบตอนที่ 31 “บารมีธรรมชุบชีวิต” เพียงเท่านี้ ครับ



วันศุกร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๑


ด้วยพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ
และอำนาจศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระชัยบารมี จงดลบันดาลให้
สิ่งที่ขุ่นมัวชั่วร้าย โรคภัยไข้เจ็บ ความทุกข์กายทุกข์ใจ มลายสิ้นไป
ขอให้มีแต่ความสุข ความเจริญ อุดมด้วยโภคทรัพย์
และอริยทรัพย์ แด่ท่านผู้อ่านทุกท่านตลอดปี ๒๕๖๑
และตลอดไป เทอญ


vvv พันตำรวจโทเขียว บารมี vvv



วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประวัติพระชัยบารมี ตอนที่ 29 อัญเชิญธาตุกายสิทธิ์บำบัดขยายเส้นเลือด



ข้าพเจ้าได้อ่านเวบพระชัยบารมี เรื่องเชิญธาตุกายสิทธิ์บบำบัดร่างกายเนื่องจากข้าพเจ้ามีอาการมึนศีรษะ ไหล่ตึงทั้งสองข้าง วันที่ 16 ส.ค. 2560 ข้าพเจ้า จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรพระชัยบารมี อัญเฃิญ ธาตุกายสิทธิ์ มาบำบัด โดยขอให้ท่านมาขยายเส้นเลือดทั่วร่างกาย และ ให้หายมึนศีรษะ แล้วนอนภาวนา รู้สึกว่า มีการเคลื่อนไหวทั่วร่างกาย หลังจากนั้นมือทั้งสองข้างจะเคลื่อนไปตามจุดที่เส้นเลือดติดขัด นิ้วมือจะคลึงตามเส้นเลือด โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ ได้บำบัดช่วง ตีสี่ ถึง 6 โมงเช้า หลังจากนั้น รู้สึกว่าสมองโล่ง คลายอาการมึนศีรษะ ร่างกายมีความสดชื่น

วันนี้ 21 ส.ค. 2560 ท่านอ.เขียวได้ให้จับธาตุกายสิทธิ์ จึงอธิษฐานขอพรพระชัยบารมี อัญเชิญ ธาตุกายสิทธิ์มาบำบัด ขยายเส้นเลือดทั่วร่างกาย นอนภาวนา มือที่จับธาตุกายสิทธิ์ได้เคลื่อนไหว คลึงไปทั่วศีรษะ แล้วมือก็นำธาตุกายสิทธิ์มาวางที่หน้าอก แต่มือยังเคลื่อนไหวกดจุดทั่วร่างกาย ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง รู้สึกว่าร่างกายโปร่งโล่ง เกิดการผ่อนคลายมาก

ศรีสมร พิทักษ์
กราบรายงานพระชัยบารมี สาธุๆๆ


วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประวัติพระชัยบารมี ตอนที่ 28 ประสบการณ์สัมผัสธาตุกายสิทธิ์


เมื่อวันอังคารที่ 15 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมาเป็นวันพระ ท่านอาจารย์เขียวได้ให้ข้าพเจ้าจับ "ธาตุกายสิทธิ์" ขณะที่จับธาตุกายสิทธิ์อยู่ในมือนั้น ได้พิจารณาดูลักษณะ ที่มีแร่ธาตุสีต่างๆสักพักได้กลิ่นหอมแปลกๆ หอมอ่อนๆ ไม่เคยได้กลิ่นนี้มาก่อน ท่านอาจารย์เขียวให้ท่อง พระชัยบารมี สักครู่ ข้าพเจ้าได้พูดออกมา แต่ไม่ใช่ภาษาไทยที่พูดกันตามปกติ ตัวเองก็ไม่รู้ความหมาย
ท่านอาจารย์เขียวได้พูดสื่อสารด้วย ทำให้รู้ว่า มาจากธาตุกายสิทธิ์ ท่านอาจารย์เขียวจึงได้เชิญให้ช่วยบำบัดโรคให้กับญาติธรรม ๒ ท่าน พอเสร็จจากการนั้นแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกอีกครั้งคือ รู้สึกเบาตัว บ่า ไหล่ หลังที่เคยตึง ก็หายตึง มีความโปร่งโล่งสบายตัว
ประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าได้สัมผัส "ธาตุกายสิทธิ์" ด้วยตนเอง ขอจบลงด้วยประการฉะนี้ สาธุ ค่ะ

สุภาภรณ์ ภัทรสุทธิ
กราบรายงานพระชัยบารมี สาธุๆๆ


วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประวัติพระชัยบารมี ตอนที่ 27 ธาตุกายสิทธิ์


 

เรื่องของธาตุกายสิทธิ์หรือเหล็กไหล ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว บารมี ได้กรุณาเล่าประสบการณ์จริงของท่าน ข้าพเจ้าขอนำมาถ่ายทอด ตามที่ได้รับรู้มาทุกประการ ครับ

เมื่อประมาณปลายปีพ.ศ. 2541 ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียวได้รับคำสั่งให้มาช่วยราชการที่ศาลากลางจังหวัดหนองคายในช่วงนั้นเรื่องของ "พระชัยบารมี" ได้มีการกล่าวขานกันมากมายใน จังหวัดหนองคาย ถึงพุทธานุภาพและพลังบารมีความดีเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้โทษ มาวันหนึ่งนักธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนลาวได้อุ้มสิ่งของห่อด้วยผ้าขาวมามอบให้ที่จังหวัดหนองคาย โดยบอกว่าคนชื่อ เตี่ยเฮง อยู่ที่ประเทศลาวฝากมาให้ท่านผู้มีบุญคือ พ.ต.ท.เขียว บารมี ทั้งที่ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว ก็ไม่เคยรู้จักกับคนที่ชื่อเตี่ยเฮงมาก่อนเลย

ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว จึงได้เปิดต่อหน้าท่านผู้ถือมามอบให้เพราะเกรงว่าจะเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย แต่ปรากฏว่าสิ่งของที่อยู่ในหอผ้าขาวเป็นก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งหนักมาก ผู้นำมามอบให้ได้เล่าให้ฟังว่าเตี่ยเฮงได้ขึ้นไปเอามาจากยอดภูเขาสูง  ขากลับลงมาเกิดอุบัติเหตุรถเกือบตกเหว จนในที่สุดเตี่ยเฮงได้ อธิฐานว่าหากพบผู้มีบุญ จะขอนำส่งมอบให้ท่านผู้มีบุญท่านนั้นจะเป็นใครก็ตามโดยไม่คิดมูลค่าแต่อย่างใด แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้เดินทางกลับลงจากเขาด้วยความปลอดภัย เมื่อมาถึงบ้านก็เก็บบูชาไว้ที่หิ้งพระมานานแสนนาน จนกระทั่ง ได้ทราบข่าวเรื่องของ "พระชัยบารมี"ที่มี ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว อัญเชิญมาบำบัดแก้ไขปัญหายาเสพติดจึงได้ตั้งจิตอธิฐานขอฝากหินก้อนดังกล่าวมากับนักธุรกิจเพื่อมอบให้กับ ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว บารมี โดยกำชับว่าขอให้ส่งถึงมือท่านโดยตรงห้ามผ่านคนอื่นโดยเด็ดขาด แล้วบอกว่านี่คือ"เหล็กไหล" จะอยู่กับผู้มีบุญเท่านั้น เมื่อ ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว ได้เปิดออกดูแล้วทันใดนั้นก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆเป็นกลิ่นหอมแปลกๆซึ่งไม่เคยสัมผัสกับกลิ่นนี้มาก่อนเลย

เมื่อครั้งที่ ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว เป็นรองสารวัตรป้องกันปราบปรามทำหน้าที่เข้าร้อยเวรเป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่อำเภอศรีเชียงใหม่ในสมัยนั้นยศร้อยตำรวจตรีเข้าร้อยเวรสอบสวน ได้ทำคดีเกี่ยวกับกรณีเหล็กไหล สามารถนำคู่กรณีมาพูดคุยตกลงกันได้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีเชียงใหม่ จึงพอรู้เรื่องว่า มีการซื้อขายกันราคาสูงมากๆเป็นหลักหลายๆล้านบาท

สิ่งที่ได้รับมานี้ ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียวก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน  ในวันนั้น ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียวได้เอาถุงกระดาษห่อเหล็กไหลดังกล่าว นำไปที่ห้องทำงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย โดยอุ้มถุงห่อเหล็กไหลเข้าไปด้วย ถึงข้างในห้อง มีนายตำรวจและ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ฯทุกนายก็ทำความเคารพ จากนั้น สักครู่ มีเจ้าหน้าที่หญิงถามขึ้นมาว่า "ท่านรองผู้กำกับเขียวค่ะวันนี้ท่านใส่น้ำหอมอะไรมากลิ่นหอมมากๆ หอมแปลกๆ หอมอบอวนไปทั้งห้องสำนักงาน ซึ่งไม่เคยหอมแบบนี้มาก่อนเลย ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว จึงได้ยกห่อขึ้นมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับเปิดผ้าที่ผูกใว้เพื่อให้ทุกคนได้เห็น ทุกคนถึงกับผงะ กลิ่นยิ่งหอมฟุ้งไปทั่วทั้งห้อง ต่างก็ถามกันว่าก้อนหินอะไรค่ะ ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว ได้ตอบไปว่านี่ไง "เหล็กไหล" ทุกคนถึงกลับตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วแต่ละคนก็รีบเข้ามาก้มลงกราบและสูดดมกลิ่นหอมนั้นอย่างอิ่มอกอิ่มใจกันและกล่าวขึ้นว่า "วันนี้ถือได้ว่ามีบุญได้สัมผัสเหล็กไหลของจริง ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย ขอบพระคุณครับ/ค่ะ ที่ได้ชมและสัมผัสของจริง นับว่าเป็นมหาโชคแล้วครับ/ค่ะ"

ปัจจุบันท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียวได้กราบขอพร "พระชัยบารมี" ทรงโปรดประทานพรอนุญาตนำเหล็กไหล หรือ ธาตุกายสิทธิ์ มาช่วยเหลือบำบัดญาติธรรมธรรมที่เจ็บป่วยเดือดร้อน ปรากฎว่า ได้ผลดีนักแล




วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560

ประวัติพระชัยบารมี ตอนที่ 25 บำบัดดวงตา


ก่อนบำบัด

ระหว่างการบำบัด

ข้าพเจ้านางจินตนา กอวัฒนา มณีปรุ อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 130/2 สาธรเหนือ 14 บางรัก กทม. 10500 ก่อนมาบำบัดกับปู่พระชัยบารมี สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ดวงตาข้างขวาจะมองเห็นภาพมัวๆลางๆ หนังตาจะปิดเกือบสนิท สาเหตุมาจากเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เป็นโรคไมเกรน แล้วอาเจียนแรงๆ จนตาข้างขวามองเกือบไม่เห็น ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งใน กทม. การรักษาไม่ได้ผล จึงไปหาแพทย์เอกชนแห่งใหม่ในกทม. เพื่อผ่าตัด และดำเนินการผ่าตัดที่ดวงตา เมื่อกลับไปอยู่อเมริกา ก็เกิดปัญหามองไม่ค่อยเห็นมากกว่าเดิม จึงได้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลในอเมริกา ตรวจตา แล้วเปลี่ยนเลนส์ตาด้านขวาให้ใหม่ อาการดีขึ้นมาระยะหนึ่ง ต่อมาอาการทรุดตัวลง มองไม่ค่อยเห็นเช่นเดิม แพทย์คนเก่าจึงส่งไปหาแพทย์คนใหม่ใน โรงพยาบาลเดียวกัน เพื่อทำการฉายแสงเลเซอร์ อีกครั้ง แพทย์ให้กลับบ้านพักที่บ้านอเมริกาได้ แต่ต้องไปพบแพทย์ทุก 3 เดือนเพื่อรับยาหยอดตามาตลอดระยะเวลา 10 ปี พอปี2559 มีอาการมองภาพไม่ค่อยเห็นมากขึ้น ไปพบแพทย์ๆให้ความเห็นว่า ไม่สามารถฟื้นฟูการเห็นของดวงตาได้ เนื่องจากมีพังพืดขึ้นในดวงตาและกล้ามเนื้อตาสูญเสียการมองเห็นแน่นอน ทำให้ดวงตาข้างขวาปิดเกือบสนิท หมอแนะนำว่า หากต้องการเปลี่ยนแพทย์คนใหม่ก็ทำได้ แต่ว่าแพทย์คนเดิมบอกว่า ท่านสุดความสามารถในการรักษาแล้ว สรุปรักษาแพทย์ในอเมริกา 5 ท่าน หลังจากนั้นเดือน ก.ค. 2559 ก็ได้เดินทางกลับมาเมืองไทย มาหาปู่พระชัยบารมีเมื่อเดือน ต.ค. 2559 ได้รับการบำบัดมาจนกระทั้งเดือนธ.ค.2559 เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างการบำบัด จะรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งมาสัมผัสยิบๆๆที่ดวงตา เวลานี้ดวงตาข้างขวาโตขึ้นจากเดิมที่เกือบปิดสนิทและเริ่มมองเห็นได้ดีขึ้น แต่ยังไม่ชัดมากนัก

ข้าพเจ้ามาบำบัดกับปู่พระชัยบารมีเป็นประจำทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ส่วนวันพระจะมาเป็นบางครั้ง ข้าพเจ้ายินดีเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวของข้าพเจ้าแก่สาธารณชนได้รับทราบตามความเป็นจริง

นางจินตนา กอวัฒนา มณีปรุ
1 ม.ค. 2560