วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ประวัติพระชัยบารมี ตอนที่ 32 “ศาลปู่เขียว”


ขอนำเรื่องของ"พระชัยบารมี" เสนอให้ท่านได้อ่าน เป็นเรื่องจริง ที่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากท่านอาจารย์เขียว บารมีครับ

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2525 ท่านอาจารย์เขียว นามเดิมขณะนั้น ร้อยตำรวจตรี จิระ บารมี ตำแหน่ง รอง สารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็น รองสารวัตร ทำหน้าที่หัวหน้า หน่วยปฏิบัติการพิเศษกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย(นปพ.ภ.จว.นค.) 



ในตอนนั้นมี ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์(ผกค.) รวมทั้งฝั่งลาวก็เป็น ลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยจีนยึดครอง ก่อนที่จะไปรับตำแหน่ง ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ(นปพ.)ได้ต่อสู้กับผกค.และเสียชีวิตไปหลายนาย ท่านอาจารย์เขียวเห็นว่าที่ดินนปพ.มีเนื้อที่กว้างขวาง เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและครอบครัว จึงได้เลือกสถานที่สร้างเนินดินและเสียสละเงินส่วนตัว ซื้อศาลพระภูมิ ช่วยกันสร้างจนสง่างาม แล้วนำกระทำพิธีอัญเชิญ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายๆทั้งปวง ขึ้นอยู่ที่ศาลในที่ตั้งนปพ. จากนั้น นปพ.พร้อมครอบครัวทุกคนเมื่อผ่านไปบริเวณนั้น ต่างก็ยกมือไหว้ขอพร กันมาโดยตลอด ยิ่งเมื่อนปพ.ทุกคนออกสนาม ก็จะกราบขอพรเสมอ ด้านหลังศาลพระภูมิ ท่านอาจารย์เขียวได้จัดทำสนามเปตองไว้ เพื่อให้เล่นกีฬาเปตองกันในยามว่าง

ครั้นต่อมาศูนย์ลาวอพยพของจังหวัดหนองคายเกิดไฟไหม้ คนลาวไม่มีที่พักหลับนอน ท่านผู้กำกับการภูธรจังหวัดหนองคาย ได้ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย นำคนลาวอพยพทั้งหมด เข้ามาพักอาศัยนอนที่ กองร้อย นปพ. และให้หัวหน้า นปพ.ภ.จว.นค. พร้อมกำลังนปพ.ทุกนาย ควบคุมดูแลผู้อพยพลาวเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ช่วงนี้เอง ทุกๆคนจะออกไปไหนมาไหนต้องผ่านศาลพระภูมิ นปพ.สังเกตุดูทุกคนจะหยุดไหว้ศาล ทุกครั้ง ปัญหาอุปสรรคต่างๆก็ไม่มี มีแต่ความเจริญก้าวหน้านปพ.หนองคายสร้างงาน ในทุกรูปแบบจนทุกหน่วยงานให้เกียรติ

ท่านอาจารย์เขียวได้ริเริ่ม ตั้งวงดนตรี นปพ.หนองคาย ออกรณรงค์ต่อสู้ผกค. ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทุกอำเภอ และหลายๆหมู่บ้าน ในเขตพื้นที่ จังหวัดหนองคาย นปพ.หนองคายโดยมี ท่านอาจารย์เขียว บารมี เป็นหัวหน้า นำราษฎร พัฒนา หมู่บ้าน  ทั้งได้จัดรายการวิทยุกระจายเสียงสถานีกรมประชาสัมพันธ์ จังหวัดหนองคาย นปพ.นค.ทุกคนมีเครื่องยึดเหนี่ยวในค่ายคือ ศาลพระภูมิที่หัวหน้า นปพ.ได้อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเสด็จลงมาประจำศาลให้ทุกคนได้ขอพร ตั้งศาลแล้วมีแต่ความเจริญก้าวหน้าสูงส่ง

 

 
  

ตอนนั้นบ้างานจนเป็นไข้ มาลาเรีย ขึ้นสมอง 



มีฉายาว่า"สางเขียว" ดูหน้าตาก็รู้ว่าโหดขนาดไหน ที่ไหนๆทุกแห่ง แม้แต่พระคุณเจ้า รวมทั้งหลวงปู่เทศน์ วัดหินหมากแป้ง ท่านก็เรียกตามชาวบ้านว่า "สางเขียว"

ช่วงนั้น คุณบานเย็น รากแก่น ก็ร่วมสนุกสนานร้องเพลงใน นปพ. ตอนขณะที่ท่านอาจารย์เขียว ได้เป็นข้าราชพลเรือนดีเด่น ประกาศเกียรติคุณจาก ฯพณฯ พลเอกเปรมฯ นายกรัฐมนตรี ในเวลานั้น

ปัจจุบันนี้ สำนักงานหรือกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองคายได้ย้ายไปสร้างและตั้งที่ทำการอยู่ที่ตั้งนปพ. วันสำคัญ วันตำรวจ ผู้บังคับการ ข้าราชการตำรวจ ได้ประกอบพิธีใหว้สักการะที่ศาล ดังกล่าวข้างต้น มาโดยตลอดแต่ที่ไม่น่าเชื่อและแปลกมากๆคือ ศาลดังกล่าว มีชื่อว่า "ศาลปู่เขียว"


 

 

บ้านพัก หน.นปพ.ภ.จว.นค. อยู่เยื้องๆฝั่งตรงข้าม "ศาลปู่เขียว"

ส่วนผู้บังคับการตำรวจภูธร ท่านใดเมื่อมารับตำแหน่งใหม่ หรือมีงานวันตำรวจ ก็จะไปประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ "ศาลปู่เขียว"

ท่านอาจารย์เขียว ยังไม่เสียชีวิต แต่มีศาลสถิตแล้ว ก็เป็นเรื่องแปลก เพิ่งทราบเมื่อวันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2561 เวลาประมาณ 10.00น.ท่านอาจารย์เขียวได้มีโอกาสโทรคุยกับท่าน รองผู้กำกับการฯ พ.ต.ท.พลาย นมเนย หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดของ ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด (ศตส.) จังหวัดอุทัยธานี (เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเก่า สมัยเป็นกำลังพล นปพ.ภ.จว.หนองคาย) แจ้งว่า อาจารย์เขียว หรือสางเขียว หรือ พ.ต.ท.เขียว บารมี นั้น เสียชีวิตไปนานแล้วร่ำลือตามคนหนองคายบอก

“จากไอ้เขียว อ้ายเขียว เป็นสางเขียว เป็นอาจารย์เขียว เป็นปู่เขียว มีศาลสถิต ส่วนญาติธรรมก็จะเรียกคำว่า"พ่อเขียว" คนไม่เคยสนทนากันหรือรับรู้เรื่องราวของ เขียว บารมี มาก่อน ก็คงบ่น ว่า คนบ้า เพี้ยน เพ้อเจ้อ มุสา หลอกลวง แก๊ง ต้มตุ๋น ประสาท ฯลฯ ที่จริงแล้วต้องเรียกว่า "คนดีใกล้บ้า" น่าจะถูกต้องกระมังครับ....”

ท่านอาจารย์เขียวได้กล่าวไว้เป็นปุจฉา...  ขอจบเรื่องจริงอีกหนึ่งตอนครับ




วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ประวัติพระชัยบารมี ตอนที่ 31 "บารมีธรรมชุบชีวิต"



ขอนำเรื่องของ"พระชัยบารมี" เสนอให้ท่านได้อ่าน เป็นเรื่องจริง ที่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากท่านอาจารย์เขียว บารมีครับ

เมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์เขียว ดำรงตำแหน่งเป็นสารวัตรหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลเวียงคุก  อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ในช่วงนั้นประมาณกลางปีปลาย 2541 พลตำรวจโท ดิเรก สงคศิริ ท่านเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ขอนแก่น (ผบช.ภ.4) ก่อนท่านเกษียณ ท่านได้เดินทางไปประชุมข้าราชการตำรวจภูธรชั้นสัญญาบัตร ที่หอประชุมศาลากลางจังหวัดหนองคาย ในขณะที่กำลังประชุมอยู่นั้นท่านมีอาการตัวอ่อน พูดเสียงเบาลง หายใจอ่อนระทวย แล้วมีลักษณะคล้ายจะเป็นลม ท่านได้รวบรวมกำลัง แล้วตะโกนขึ้นว่า "เขียว...เขียวช่วยด้วย" ท่านอาจารย์ เขียว ก็รีบวิ่งไปหาท่านฯ ในขณะนั้นท่านอาจารย์เขียว มียศพันตำรวจโทและด้วยถือใจซื่อ มีความเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่ จึงได้กล่าวคำขออนุญาต เพื่อจับศีรษะ ท่านฯพยักหน้า ด้วยความผูกพันเลือดนักรบ ตชด. ท่านฯไม่รู้จะเรียกใครเลย เรียกชื่อ ท่านอาจารย์เขียวได้คนเดียว ส่วนข้าราชการตำรวจสัญญาบัตรทุกนาย รวมทั้งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ตกตะลึงกัน ท่านอาจารย์เขียวรีบวิ่งเข้าไปยืนด้านหลังเก้าอี้ท่านฯแล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างวางบนศีรษะของท่านผบช.ภ.4 แล้วท่านอาจารย์เขียว ได้ท่องคำว่า"พระชัยบารมี" โดยบอกให้ท่านผบช.ภ. 4 ท่องด้วย ส่วนท่านอาจารย์เขียว ออกเสียงดังลั่นห้องและถี่ขึ้น ด้วยคำว่า "พระชัยบารมี" ข้าราชการตำรวจสัญญาบัตร ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ จังหวัดหนองคาย ตกตะลึงงันกันไปหมด เมื่อได้สติก็เตรียมหารถพยาบาล ท่านอาจารย์เขียว ภาวนาออกเสียงนาน แต่คงจะไม่ถึง 11นาที ปรากฏว่า ท่านผยช.ภ.4 ดิเรกฯมีเหงื่อซึมออกมา แล้วท่านบอกว่าหายใจสะดวก และหายแล้ว ได้กล่าวขอบใจท่านอาจารย์เขียวในที่ประชุมว่า “อาการท่านหมดแรงจะหยุดหายใจเพราะมีโรคประจำตัว...” และกล่าวต่อว่า “...เขียว บารมี เป็นนักรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับผม เมื่อครั้งเป็นตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.)อยู่ที่กันทรลักษณ์ ใครจะมองอย่างโร ผมไม่ว่า แต่ผมเชื่อมั่นว่าเขียวมันช่วยชีวิตผมได้ก็แล้วกัน...”

หลังจากนั้นมา ท่านพล.ต.ต.นภา ปาณิกบุตร ผบก.ภ.จว.หนองคายก็เอาเรื่องนี้ไปเล่าเป็นเรื่องตลกในระดับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงว่า "เกิดมาเพิ่งเห็นนี่แหละโว้ย ที่คนแต่งเครื่องแบบยศพันตำรวจโทจับหัวคนแต่งเครื่องแบบยศ พล.ต.ท. แปลกแต่จริงโว้ย นึกว่าจะมีแต่นิทานที่ว่า"หนูช่วยราชสีห์" นิทานอีสป หนูกับราชสีห์ แต่นี่มันเป็นเรื่องจริงเห็นกับตา...” ท่านพล.ต.ต.นภาฯ ไปที่ไหน ท่านก็จะเอาไปเล่าเกือบทุกที่ เท่ากับท่านได้ประชาสัมพันธ์ ให้ชื่อพ.ต.ท.เขียว บารมี เป็นที่รู้จักกันไปทั่ว

ขอจบตอนที่ 31 “บารมีธรรมชุบชีวิต” เพียงเท่านี้ ครับ



วันศุกร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๑


ด้วยพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ
และอำนาจศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระชัยบารมี จงดลบันดาลให้
สิ่งที่ขุ่นมัวชั่วร้าย โรคภัยไข้เจ็บ ความทุกข์กายทุกข์ใจ มลายสิ้นไป
ขอให้มีแต่ความสุข ความเจริญ อุดมด้วยโภคทรัพย์
และอริยทรัพย์ แด่ท่านผู้อ่านทุกท่านตลอดปี ๒๕๖๑
และตลอดไป เทอญ


vvv พันตำรวจโทเขียว บารมี vvv



วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประวัติพระชัยบารมี ตอนที่ 29 อัญเชิญธาตุกายสิทธิ์บำบัดขยายเส้นเลือด



ข้าพเจ้าได้อ่านเวบพระชัยบารมี เรื่องเชิญธาตุกายสิทธิ์บบำบัดร่างกายเนื่องจากข้าพเจ้ามีอาการมึนศีรษะ ไหล่ตึงทั้งสองข้าง วันที่ 16 ส.ค. 2560 ข้าพเจ้า จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรพระชัยบารมี อัญเฃิญ ธาตุกายสิทธิ์ มาบำบัด โดยขอให้ท่านมาขยายเส้นเลือดทั่วร่างกาย และ ให้หายมึนศีรษะ แล้วนอนภาวนา รู้สึกว่า มีการเคลื่อนไหวทั่วร่างกาย หลังจากนั้นมือทั้งสองข้างจะเคลื่อนไปตามจุดที่เส้นเลือดติดขัด นิ้วมือจะคลึงตามเส้นเลือด โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ ได้บำบัดช่วง ตีสี่ ถึง 6 โมงเช้า หลังจากนั้น รู้สึกว่าสมองโล่ง คลายอาการมึนศีรษะ ร่างกายมีความสดชื่น

วันนี้ 21 ส.ค. 2560 ท่านอ.เขียวได้ให้จับธาตุกายสิทธิ์ จึงอธิษฐานขอพรพระชัยบารมี อัญเชิญ ธาตุกายสิทธิ์มาบำบัด ขยายเส้นเลือดทั่วร่างกาย นอนภาวนา มือที่จับธาตุกายสิทธิ์ได้เคลื่อนไหว คลึงไปทั่วศีรษะ แล้วมือก็นำธาตุกายสิทธิ์มาวางที่หน้าอก แต่มือยังเคลื่อนไหวกดจุดทั่วร่างกาย ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง รู้สึกว่าร่างกายโปร่งโล่ง เกิดการผ่อนคลายมาก

ศรีสมร พิทักษ์
กราบรายงานพระชัยบารมี สาธุๆๆ


วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประวัติพระชัยบารมี ตอนที่ 28 ประสบการณ์สัมผัสธาตุกายสิทธิ์


เมื่อวันอังคารที่ 15 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมาเป็นวันพระ ท่านอาจารย์เขียวได้ให้ข้าพเจ้าจับ "ธาตุกายสิทธิ์" ขณะที่จับธาตุกายสิทธิ์อยู่ในมือนั้น ได้พิจารณาดูลักษณะ ที่มีแร่ธาตุสีต่างๆสักพักได้กลิ่นหอมแปลกๆ หอมอ่อนๆ ไม่เคยได้กลิ่นนี้มาก่อน ท่านอาจารย์เขียวให้ท่อง พระชัยบารมี สักครู่ ข้าพเจ้าได้พูดออกมา แต่ไม่ใช่ภาษาไทยที่พูดกันตามปกติ ตัวเองก็ไม่รู้ความหมาย
ท่านอาจารย์เขียวได้พูดสื่อสารด้วย ทำให้รู้ว่า มาจากธาตุกายสิทธิ์ ท่านอาจารย์เขียวจึงได้เชิญให้ช่วยบำบัดโรคให้กับญาติธรรม ๒ ท่าน พอเสร็จจากการนั้นแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกอีกครั้งคือ รู้สึกเบาตัว บ่า ไหล่ หลังที่เคยตึง ก็หายตึง มีความโปร่งโล่งสบายตัว
ประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าได้สัมผัส "ธาตุกายสิทธิ์" ด้วยตนเอง ขอจบลงด้วยประการฉะนี้ สาธุ ค่ะ

สุภาภรณ์ ภัทรสุทธิ
กราบรายงานพระชัยบารมี สาธุๆๆ


วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประวัติพระชัยบารมี ตอนที่ 27 ธาตุกายสิทธิ์


 

เรื่องของธาตุกายสิทธิ์หรือเหล็กไหล ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว บารมี ได้กรุณาเล่าประสบการณ์จริงของท่าน ข้าพเจ้าขอนำมาถ่ายทอด ตามที่ได้รับรู้มาทุกประการ ครับ

เมื่อประมาณปลายปีพ.ศ. 2541 ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียวได้รับคำสั่งให้มาช่วยราชการที่ศาลากลางจังหวัดหนองคายในช่วงนั้นเรื่องของ "พระชัยบารมี" ได้มีการกล่าวขานกันมากมายใน จังหวัดหนองคาย ถึงพุทธานุภาพและพลังบารมีความดีเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้โทษ มาวันหนึ่งนักธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนลาวได้อุ้มสิ่งของห่อด้วยผ้าขาวมามอบให้ที่จังหวัดหนองคาย โดยบอกว่าคนชื่อ เตี่ยเฮง อยู่ที่ประเทศลาวฝากมาให้ท่านผู้มีบุญคือ พ.ต.ท.เขียว บารมี ทั้งที่ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว ก็ไม่เคยรู้จักกับคนที่ชื่อเตี่ยเฮงมาก่อนเลย

ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว จึงได้เปิดต่อหน้าท่านผู้ถือมามอบให้เพราะเกรงว่าจะเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย แต่ปรากฏว่าสิ่งของที่อยู่ในหอผ้าขาวเป็นก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งหนักมาก ผู้นำมามอบให้ได้เล่าให้ฟังว่าเตี่ยเฮงได้ขึ้นไปเอามาจากยอดภูเขาสูง  ขากลับลงมาเกิดอุบัติเหตุรถเกือบตกเหว จนในที่สุดเตี่ยเฮงได้ อธิฐานว่าหากพบผู้มีบุญ จะขอนำส่งมอบให้ท่านผู้มีบุญท่านนั้นจะเป็นใครก็ตามโดยไม่คิดมูลค่าแต่อย่างใด แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้เดินทางกลับลงจากเขาด้วยความปลอดภัย เมื่อมาถึงบ้านก็เก็บบูชาไว้ที่หิ้งพระมานานแสนนาน จนกระทั่ง ได้ทราบข่าวเรื่องของ "พระชัยบารมี"ที่มี ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว อัญเชิญมาบำบัดแก้ไขปัญหายาเสพติดจึงได้ตั้งจิตอธิฐานขอฝากหินก้อนดังกล่าวมากับนักธุรกิจเพื่อมอบให้กับ ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว บารมี โดยกำชับว่าขอให้ส่งถึงมือท่านโดยตรงห้ามผ่านคนอื่นโดยเด็ดขาด แล้วบอกว่านี่คือ"เหล็กไหล" จะอยู่กับผู้มีบุญเท่านั้น เมื่อ ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว ได้เปิดออกดูแล้วทันใดนั้นก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆเป็นกลิ่นหอมแปลกๆซึ่งไม่เคยสัมผัสกับกลิ่นนี้มาก่อนเลย

เมื่อครั้งที่ ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว เป็นรองสารวัตรป้องกันปราบปรามทำหน้าที่เข้าร้อยเวรเป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่อำเภอศรีเชียงใหม่ในสมัยนั้นยศร้อยตำรวจตรีเข้าร้อยเวรสอบสวน ได้ทำคดีเกี่ยวกับกรณีเหล็กไหล สามารถนำคู่กรณีมาพูดคุยตกลงกันได้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีเชียงใหม่ จึงพอรู้เรื่องว่า มีการซื้อขายกันราคาสูงมากๆเป็นหลักหลายๆล้านบาท

สิ่งที่ได้รับมานี้ ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียวก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน  ในวันนั้น ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียวได้เอาถุงกระดาษห่อเหล็กไหลดังกล่าว นำไปที่ห้องทำงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย โดยอุ้มถุงห่อเหล็กไหลเข้าไปด้วย ถึงข้างในห้อง มีนายตำรวจและ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ฯทุกนายก็ทำความเคารพ จากนั้น สักครู่ มีเจ้าหน้าที่หญิงถามขึ้นมาว่า "ท่านรองผู้กำกับเขียวค่ะวันนี้ท่านใส่น้ำหอมอะไรมากลิ่นหอมมากๆ หอมแปลกๆ หอมอบอวนไปทั้งห้องสำนักงาน ซึ่งไม่เคยหอมแบบนี้มาก่อนเลย ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว จึงได้ยกห่อขึ้นมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับเปิดผ้าที่ผูกใว้เพื่อให้ทุกคนได้เห็น ทุกคนถึงกับผงะ กลิ่นยิ่งหอมฟุ้งไปทั่วทั้งห้อง ต่างก็ถามกันว่าก้อนหินอะไรค่ะ ท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียว ได้ตอบไปว่านี่ไง "เหล็กไหล" ทุกคนถึงกลับตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วแต่ละคนก็รีบเข้ามาก้มลงกราบและสูดดมกลิ่นหอมนั้นอย่างอิ่มอกอิ่มใจกันและกล่าวขึ้นว่า "วันนี้ถือได้ว่ามีบุญได้สัมผัสเหล็กไหลของจริง ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย ขอบพระคุณครับ/ค่ะ ที่ได้ชมและสัมผัสของจริง นับว่าเป็นมหาโชคแล้วครับ/ค่ะ"

ปัจจุบันท่านอาจารย์ พ.ต.ท.เขียวได้กราบขอพร "พระชัยบารมี" ทรงโปรดประทานพรอนุญาตนำเหล็กไหล หรือ ธาตุกายสิทธิ์ มาช่วยเหลือบำบัดญาติธรรมธรรมที่เจ็บป่วยเดือดร้อน ปรากฎว่า ได้ผลดีนักแล